วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

พระคุณแม่ทดแทนไม่รู้หมด

าลครั้งหนึ่งไม่นานเท่าไหร่ ณ ต้นไม้ใหญ่ท้ายหมู่บ้าน มีเด็กชายคนหนึ่งเดินหงุดหงิดอยู่คนเดียว ปากก็บ่นไปว่า "ใช้อยู่ได้ วันๆใช้ทำโน่นทำนี่ เดี๋ยวให้ถูบ้าน เดี๋ยวให้ล้างจาน โอ้ย..เบื่อ ๆ ๆ "

เดือดร้อนถึงเทพผู้ให้กำเนิด ซึ่งเป็นผู้จัดให้เด็กๆมาเกิดในหมู่บ้านนี้ จึงแปลงกายเป็นผู้เฒ่าและปรากฎตัวพร้อมกับหมาน้อยตัวหนึ่ง

ผู้เฒ่าถามเด็กน้อยว่า " เด็กน้อยเจ้าบ่นอะไรอยู่เหรอ บอกเรามาเถอะเผื่อเราจะช่วยเจ้าได้ "

เด็กน้อยตอบ " ก็แม่ของฉันนะสิ วันๆชอบใช้ให้ทำงานบ้าน ไม่เคยได้พัก ได้เล่นกับเพื่อนบ้างเลย "

ผู้เฒ่าหยิบก้อนอิฐขึ้นมาสองก้อน
" เอ้า ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็มาเล่นกับเราสิ เรามาแข่งกันถืออิฐนี้ไว้คนละก้อน
ใครถือได้นานกว่ากันคนนั้นชนะ "

เด็กชายเห็นว่าเป็นเรื่องง่ายๆจึงตกลงเล่นด้วย เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
เด็กน้อยเริ่มเมื่อยล้า และเบื่อจึงบ่น และขอยอมแพ้

ผู้เฒ่าก็พูดต่อว่า
" งั้นเจ้าเล่นกับลูกสุนัขตัวนี้ไหมหละ แต่ก่อนอื่นเจ้าต้องป้อนนมให้ลูกสุนัขตัวนี้ก่อนนะ "

เด็กน้อยตอบว่าก็ได้ แล้วเริ่มป้อนนมให้ลูกสุนัข ไม่นานลูกสุนัขก็ซนและไม่ยอมอยู่นิ่งเด็กน้อยก็เบื่อ แล้วก็บ่นพาลไม่ป้อนนมต่อ..

ผู้เฒ่าจึงสอนว่า
"แม้แต่ก้อนอิฐ 1 ก้อนเจ้าก็ยกได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เทียบไม่ได้กับแม่เจ้า
ซึ่งต้องอุ้มท้องเจ้าตลอดทั้งวันทั้งคืนนานถึง 9 เดือนก่อนจะคลอดเป็นเจ้าออกมา"

" แล้วยังต้องอดทนเลี้ยงเจ้าตั้งแต่เล็กจนโตขนาดนี้
ขณะที่เจ้าป้อนนมลูกหมาแค่มื้อเดียวก็เบื่อแล้ว "

" การเป็นแม่นั้นลำบากนัก ตั้งแต่อุ้มท้อง และเลี้ยงลูกจนกว่าจะโต
การทดแทนบุญคุณด้วยการช่วยการงานเพียงเล็กน้อย
ย่อมเทียบไม่ได้กับพระคุณแม่ที่เลี้ยงเรามา "

เด็กน้อยได้ฟังแล้วจึงคิดได้ รีบวิ่งกลับไปหาแม่โดยไม่คิดบ่นอีกเลย..

คติ:พระคุณแม่นั้นมากเหลือคณา จะตอนแทนเท่าไรก็ไม่หมด

"ฉลาดเรียน....กิน....เล่น" สามสมดุล สร้างได้ด้วยครอบครัว




" เด็กไทยกำลังน่าเป็นห่วง ทั้งในเรื่องสติปัญญา และพฤติกรรมการกิน จากการสำรวจของสถาบันราชานุกูล พบว่า ..... เด็กไทยชั้นประถมอายุ 6-11 ปี มีระดับไอคิวเพียง 97-98 ถือว่าต่ำ ถึงแม้จะไม่ต่ำกว่าเกณฑ์เมื่อเทียบกับเด็กปกติที่จะต้องมีประมาณ 90-110 ส่วนเรื่องการกิน เด็กไทยไม่ค่อยกินอาหารเช้า กินแต่ขนมกรุบกรอบ หรือขนมกินเล่น มักอยู่แต่หน้าจอโทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ ซึ่งถ้าอยู่นานเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป จะมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก และนำไปสู่ภาวะโรคอ้วน และโรคต่างๆในที่สุด"

ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากครอบครัว พ่อแม่ส่วนมาก มีความหวังอยากให้ลูกเก่ง และเป็นอัจฉริยะ จึงส่งให้ลูกเรียนกวดวิชา ซึ่งแต่ละวันจะให้เด็กเรียนหลายวิชามาก ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ดนตรี เป็นต้น ทำให้เด็กบางคนรับไม่ไหว ผลสุดท้าย เกิดความเครียด และกดดัน ผลคะแนนสอบจึงออกมาไม่ดี เมื่อเทียบกับเด็กที่เรียน-เล่นอย่างพอดี คะแนนสอบกลับได้มากกว่า


นอกจากนี้คุณสาหร่ายังบอกต่อว่า ความเก่งแม้จะมาจากพันธุกรรมของพ่อแม่ก็จริง แต่ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรือครอบครัวที่ไม่เข้าใจเด็ก ความเก่งที่เด็กได้จากพันธุกรรมก็ไม่เกิดผลเต็มที่ ทางที่ดี พ่อแม่ต้องให้เด็กเก่งกิจกรรมควบคู่กับการเรียน เพราะจะช่วยให้เด็กเกิดการผ่อนคลาย มีเหตุมีผล ไม่มุ่งแต่จะเก่ง แต่กิจกรรม และกีฬาจะสอนให้เด็กรู้จักแพ้ชนะ มีสังคม และเข้าใจโลกได้เป็นอย่างดี รวมถึงต้องเข้าใจธรรมชาติของลูก และกระตุ้นจุดเด่นของลูกให้เต็มที่


ด้านพฤติกรรมการกินของเด็กไทย คุณหมอบอกว่า ยังมีทั้งขาด และเกิน โดยเฉพาะอาหารเช้า เป็นอาหารสำคัญที่เด็กไทยไม่ค่อยกิน สอดรับกับผลวิจัยของกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่า เด็กไทยวัยเรียนร้อยละ 28.5 ไม่กินอาหารเช้า ส่งผลต่อพัฒนาการ และการเรียนรู้ เช่น ไม่มีสมาธิในการเรียน ความจำและความเข้าใจในวิชาที่เรียนลดน้อยลง เช่น วิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ทำให้เรียนไม่ทันเพื่อน ขาดเรียน และมีผลต่อการสอบ ทำให้มีอาการปวดท้อง ขาดสารอาหาร ร่างกายไม่เจริญเติบโตเต็มที่ และไม่แข็งแรง เฉื่อยชา ไม่อยากเรียนรู้ เป็นต้น ดังนั้น ทุกครอบครัวต้องปลูกฝังการกินตั้งแต่ลูกยังเล็ก อย่ามาแก้เอาตอนโต

10 ความเสี่ยงของ ''Facebook'' อาจทำร้ายชีวิตคุณได้

สัปดาห์ก่อน "เฟซบุ๊ก" เพิ่งประกาศจำนวนผู้ใช้ทะลุ 500 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งถือเป็นหลักไมล์ที่มีความสำคัญสำหรับทั้งบริษัทและเว็บเครือข่ายสังคม แต่ในขณะที่เฟซบุ๊กกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใครหลายคน แต่ก็มีอีกด้านของเหรียญที่หลายคนอาจมองข้าม

เว็บบล็อกของ "นิวส์วีก" ได้รวบรวม 10 ความเสี่ยงที่เฟซบุ๊กอาจทำร้ายชีวิตของเราเอาไว้ เพื่อให้พวกเราใช้เว็บเครือข่ายสังคมอย่างรู้เท่าทัน

1.คุณอาจ ได้อยู่ร่วมกับคนครอบครัวอีกครั้งหลังจากมีเหตุให้ต้องแยกกันไป ซึ่งถือเป็นข่าวดี แต่ก็อาจไม่ใช่ทั้งหมด อย่างกรณีของ "พรินซ์ ซากาลา" ที่ค้นพบลูกๆ ของเธอจากเฟซบุ๊ก โดยเธออ้างว่าอดีตสามีเป็นผู้ที่พาลูกๆ หนีไปนานนับสิบปี แต่แม้ว่าแม่และลูกจะได้กลับมาเห็นหน้ากันอีกครั้ง แต่ติดปัญหาตรงที่เด็กๆ เติบโตมาจากการดูแลของพ่อ และไม่ต้องการที่จะอยู่ร่วมกับแม่ ขณะที่เรื่องราวของ "เอมี สวอร์ด" น่าตกใจกว่า เมื่อเธอถูกพิพากษาจำคุก 9-30 ปี ในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นลูกชายในไส้ที่เธอปฏิเสธจะเลี้ยงดู แต่กลับมารู้จักกันทางเฟซบุ๊ก

2. จำไว้ว่าเจ้าหนี้สามารถตามรอยคุณได้ผ่านเฟซบุ๊ก โดยบรรดาเจ้าหนี้จะใช้เฟซบุ๊กเพื่อประเมินว่าคุณเป็นคนที่น่าจะปล่อยกู้ให้ หรือไม่ รวมทั้งใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางที่จะติดตามความเคลื่อนไหวของลูกหนี้ และจับตาดูสินทรัพย์ที่อาจจะยึดมาชดใช้หนี้ที่คุณติดอยู่

3. บริษัทประกันอาจปฏิเสธการจ่ายชดเชย ดังกรณีของผู้หญิงที่ได้รับค่าชดเชยความเครียดจากการทำงาน แต่กลับไม่ได้รับเงินในส่วนนี้เพราะเธอโพสรูปที่กำลังยิ้มไว้บนเฟซบุ๊ก บริษัทประกันจึงขอตัดสิทธิประโยชน์ส่วนนี้ โดยอ้างว่าภาพดังกล่าวแสดงว่าเธอพร้อมที่จะกลับมาทำงาน ซึ่งเรื่องนี้อาจจุดชนวนให้ทนายความถกเถียงเกี่ยวกับการจ่ายผลประโยชน์ ทุพพลภาพ จึงมีคำแนะนำไม่ให้เปิดเผยเรื่องส่วนตัวบนเฟซบุ๊กมากเกินไป

4. อดีตคนรักอาจใช้เฟซบุ๊กในคดีหย่าร้าง ปัจจุบันเฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือยอดฮิตสำหรับทนายที่ทำคดีหย่าร้าง ซึ่งจะแสวงหาข้อมูลของสามีหรือภรรยาของลูกค้า เพื่อใช้เป็นหลักฐานถึงการละเลยไม่เอาใจใส่ การแอบคบกิ๊ก หรือหลอกลวง มีกรณีที่คุณแม่ต้องสูญเสียสิทธิในการเลี้ยงดูลูกๆ หลังจากอดีตสามีพิสูจน์ว่าเธอใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเล่นเกมฟาร์มวิลล์ แทนที่จะใช้เวลาอย่างมีค่าเพื่อลูกๆ

5.เฟซบุ๊กอาจเป็นสาเหตุให้ คุณเครียด นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสโตนี บรู๊ก ในนิวยอร์ก พบว่า สาวๆ วัยรุ่นที่ใช้เวลาส่วนใหญ่สนทนาเรื่องราวชีวิตกับผองเพื่อนมีความเป็นไปได้ มากที่จะเครียด เพราะการใช้เวลามากเกินไปในการเม้าท์และคุยถึงปัญหาต่างๆ จะทำให้คุณรู้สึกแย่ลง ไม่ใช่ดีขึ้น แม้นักวิจัยจะไม่ได้เน้นศึกษากรณีของเฟซบุ๊กโดยเฉพาะ แต่ผลการศึกษาดังกล่าวก็สะท้อนว่าเว็บเครือข่ายสังคม อาทิ เฟซบุ๊ก อาจทำให้ผู้คนติดต่อเพื่อนๆ ได้ง่าย และมักพูดคุยเรื่องไม่เป็นเรื่อง

6. กระทบต่อหน้าที่การงาน จากผลสำรวจความเห็นของนายจ้างในอังกฤษ พบว่า ครึ่งหนึ่งของนายจ้างเหล่านี้ปฏิเสธว่าจ้างผู้สมัครที่เคยโชว์พฤติกรรมแย่ๆ ไว้บนเฟซบุ๊ก อาทิ เล่าเรื่องที่ตัวเองเมาจนหัวราน้ำ โพสภาพกิจกรรมนอกลู่นอกทาง และการใช้ภาษาแบบแย่ๆ ขณะที่ในสหรัฐ ราว 20% ของนายจ้างยอมรับว่าใช้เฟซบุ๊กในการหาผู้สมัครที่มีศักยภาพ ส่วนราว 9% บอกว่ากำลังจะเริ่มใช้เฟซบุ๊กในเร็วๆ นี้

7.แฉความลับที่ปิด ซ่อนไว้ เพราะแม้คุณจะระมัดระวังการใช้เฟซบุ๊ก แต่ผองเพื่อนปากสว่างของคุณอาจไม่ได้ระวังด้วย และอาจเผลอโพสต์ข้อความที่แฉความลับของคุณ ยิ่งกว่านั้น การใช้เฟซบุ๊กยังอาจบ่งบอกสิ่งที่อยู่เบื้องหลังตัวตนของคุณ ยกตัวอย่างนักศึกษาสถาบันเอ็มไอทีได้ออกแบบกระบวนการทำงานที่สามารถบ่งบอก ได้อย่างแม่นยำว่าผู้ใช้รายใดที่เป็นเกย์ โดยวิเคราะห์จากจำนวนเพื่อนๆ ที่เป็นเกย์

8.เฟซบุ๊กทำให้คู่รักหรือพวกตามรังควานติดตามความ เคลื่อนไหวของคุณได้ ง่ายขึ้น หากไม่มีเฟซบุ๊ก คนเหล่านี้อาจต้องหาวิธีอื่นที่จะไล่ตามคุณ แต่เฟซบุ๊กทำให้คนเหล่านี้ติดตามเหยื่อได้ง่ายและตอบกลับความเคลื่อนไหว ต่างๆ แม้เหยื่อจะพยายามตัดความสัมพันธ์แล้วก็ตาม อย่างกรณีของหญิงรายหนึ่งที่เปลี่ยนสถานะบนเฟซบุ๊กว่า "โสด" ถูกฆาตกรรมโดยสามีที่เพิ่งถูกบอกเลิก โดยหลังจากที่เขาเห็นภรรยาเปลี่ยนสถานะเป็นโสด เขาก็บุกเข้าไปทำร้ายเธอในบ้าน

9.คุณอาจถูกฟ้องหมิ่นประมาทได้ มีหลายกรณีที่ถูกฟ้องเพราะเนื้อหาที่โพสต์บนเฟซบุ๊ก อย่างในอังกฤษ นักธุรกิจหญิงชนะคดีหลังจากฟ้องร้องเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่สร้างโปรไฟล์ปลอม ที่เต็มไปด้วยข้อความหมิ่นประมาท

10.เด็กๆ อาจตกเป็นเหยื่อของคนร้าย อย่างกรณีของเด็กสาวในอังกฤษที่ถูกฆ่าโดยผู้ร้ายข่มขืน ซึ่งโพสตัวตนบนเฟซบุ๊กเป็นวัยรุ่นเหมือนกัน แม้ในอังกฤษจะมีแอพพลิเคชั่น "panic button" สำหรับให้วัยรุ่นแจ้งเรื่องต้องสงสัยไปยังทางการโดยตรง แต่แอพพลิเคชั่นนี้ก็ยังไม่ได้มีใช้ในสหรัฐหรือเวอร์ชันอื่นๆ